วัดสบสวรรค์

สพฺพทานํ  ธมฺมทานํ  ชินาติ

การให้ธรรมะ  ชนะการให้ทั้งปวง

เลขที่ ๒๔ หมู่ที่ ๘   ตำบลโพธิ์สามต้น

อำเภอบางปะหัน   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๒๐

โทร. -๓๕๗๑-๐๕๙๓

พระมหาสมศักดิ์  สิริวณฺโณ   ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

วัดสบสวรรค์  ตำบลโพธิ์สามต้น  อำเภอบางปะหัน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาแม่น้ำลพบุรี  วัดนี้เป็นวัดโบราณ เก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี  ราว พ.. ๒๓๐๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.. ๒๓๐๕  มีเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา  และมีธรณีสงฆ์ ๕ แปลง เนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๑ งาน ๓๒ ตารางวา

มีเรื่องเล่ากันต่อ ๆ มาว่า   เจ้าหญิงในราชวงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง  เสด็จประพาสน่านน้ำลพบุรีโดยทางชลมารค   เรือพระที่นั่งเกิดอุบัติเหตุล่มลง  ด้วยกฏมณเฑียรบาลที่ว่า  ใครจะแตะต้องพระวรกายเจ้าหญิงมิได้   ดังนั้น จึงไม่มีใครช่วยเหลือได้  เป็นเหตุให้เจ้าหญิงต้องสิ้นพระชนม์ชีพลงในแม่น้ำ   พระศพได้ลอยมาติดอยู่    ปากน้ำ  เจ้าพนักงานค้นหาไปพบพระศพห่างจากที่เรือล่มราว ๔๐ เส้น  ซึ่งมีราษฏรหมู่หนึ่งเรียกตนเองว่า ลาว  ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่บริเวณนั้น  ราษฏรคนหนึ่งมาพบพระศพ  จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานทราบด้วยความชอบอันนี้  ราษฏรคนนั้นได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาท้ายน้ำ และหมู่บ้านนั้นเรียกว่า  บ้านลาว  มาจนทุกวันนี้ เชื้อสายของพระยาท้ายน้ำก็ยังปรากฏอยู่ 

ส่วนพระศพนั้น ได้อัญเชิญขึ้นถวายพระเพลิง ณ ที่ตรงนั้น และเพื่อเป็นอนุสรณ์ จึงได้

โปรดให้สร้างวัดขึ้น ณ ที่ถวายพระเพลิงพระศพ ชื่อว่า  วัดศพสวรรค์  ปากน้ำตรงนั้น

ชาวบ้านเรียกกันว่า ปากน้ำประสบบ้าง  พบศพ บ้าง  โพสพ  บ้าง ดังนี้

            เมื่อ  ..  ๒๓๑๐  พม่ายกทัพมารุกรานไทย  ไทยได้เสียอิสรภาพแก่พม่า  พม่าเอาไฟเผาปราสาราชมณเทียรสถาน  วัดวาอาราม   และบ้านเรือนราษฏรพินาศหมด   วัดนี้ก็ถูกทำลายไปด้วย เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพเข้าขับไล่พวกพม่าให้ถอยออกไปแล้ว  ราษฏรที่หนีภัยสงครามครั้งนั้น  ก็ทยอยกลับมาทำมาหากินอย่างเก่า    และได้สร้างวัดขึ้นใหม่   แต่คงใช้พื้นที่เดิม   ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   ในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระภิรมย์ราชาฯ  ซึ่งเป็นชาวบ้านม่วง   ได้มาสร้างพระอุโบสถขึ้นหนึ่งหลังโดยนำเอาช่างจีนมาสร้าง   เมื่อเสร็จแล้วพวกจีนเหล่านั้นไม่กลับ   เข้าตั้งภูมิลำเนาอยู่ข้างวัดสิงห์   สืบเชื้อสายมาถึงปัจจุบัน   และหมู่บ้านนั้นเรียกว่า   บ้านเจ๊ก   จนทุกวันนี้  

            ต่อมามีคหบดีคนหนึ่งชื่อ นายสน เป็นคนมั่งคั่งในสมัยนั้นได้สร้างเสนาสนะต่าง ๆ เพิ่ม

ขึ้นจนครบบริบูรณ์   นับว่าวัดนี้เจริญถึงขั้นที่สุดราว  ..  ๒๔๔๐   แต่หลังจากนั้นมาวัดเริ่ม

ทรุดโทรมโดยลำดับ   เสนาสนะก็ปรักหักพังร่อยหรอลงไปทุกทีจนถึงเกือบจะเป็นวัดร้างในช่วง   ..๒๔๕๐  เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่เหลือยากที่จะอาศัยใช้บังแดดและฝน   พระภิกษุบิณฑบาตได้ไม่พอฉัน

             ครั้นกาลผ่านมาถึง  ..  ๒๔๘๐  บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเห็นความจำเป็นของวัดว่า เป็นที่บำเพ็ญการกุศลโดยไม่ต้องไปบำเพ็ญที่วัดไกล ๆ   จึงพร้อมใจกันสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดและเรียกขานว่า   วัดสบสวรรค์    มาทุกวันนี้

เดิมวัดนี้มีสองคณะเรียกว่า   คณะล่าง   คณะบน   (บัดนี้คณะบนร้างหมดแล้ว)

เจ้าอาวาสที่ พอจะลำดับได้ มีดังนี้

.  พระอุปัชฌาย์เพ็ง 

.  พระอาจารย์หวาด

.  พระอาจารย์จันทร์

.  พระใบฏีกาทิม                      .. ๒๔๓๗ - ๒๔๕๒

. พระอาจารย์หมี  อินทโชติ        .. ๒๔๕๓ - ๒๔๗๒

. พระอาจารย์ตี๋ (รักษาการ)         .. ๒๔๗๒ - ๒๔๗๔

. พระอาจารย์หวาด                   .. ๒๔๗๔ - ๒๔๙๒

. พระสวิง  อคฺคปสนฺโน             .. ๒๔๙๒ - ๒๔๙๓

. พระอาจารย์เล็ก  ปภสฺสโร        .. ๒๔๙๓ - ๒๕๐๙

๑๐. พระครูนิมมานสุนทร             .. ๒๕๐๙ - ๒๕๔๖

ปัจจุบัน มี พระมหาสมศักดิ์  สิริวณฺโณ         เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

วัดสบสวรรค์ เป็นที่บำเพ็ญกุศล และประกอบศาสนกิจตามประเพณีต่าง ๆ ของชาว

บ้านหมู่ที่ ๖ และหมู่ที่ ๗ ของตำบลโพธิ์สามต้น  ชาวพุทธของวัดสบสวรรค์ได้ดูแลพระภิกษุสามเณร และอุปถัมภ์บำรุงวัดตลอดมา ได้ร่วมกันกับท่านเจ้าอาวาสและพระภิกษุสามเณรสร้างอาคารเสนาสนะที่มั่นคง แข็งแรง สวยงาม  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่บางอย่างถูกโจรกรรมไปบ้าง แต่ก็ยังมีอีกมากที่มีค่าทางภูมิปัญญาที่ควรศึกษาและสืบทอดต่อไป.